ประเพณีกับการแสดง
posted on 26 Jan 2010 18:16 by oramazing14
ท่านสามารถศึกษาเนื้อหาประเพณี และ การแสดงที่เราจัดทำขึ้นได้ในส่วน
Category - Show and Cultre ได้แล้วค่ะ
ท่านสามารถศึกษาเนื้อหาประเพณี และ การแสดงที่เราจัดทำขึ้นได้ในส่วน
Category - Show and Cultre ได้แล้วค่ะ
เซิ้งบั้งไฟ
เซิ้งบั้งไฟ เป็นประเพณีและพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล จากคตินิยมและความเชื่อเรื่องตำนานพญาคันคาก (คางคก) ซึ่งเป็นทั้งวรรณกรรมมุขปาฐะและวรรณกรรมจารึก อีกเรื่องหนึ่งคือ ตำนาน “ท้าวผาแดง – นางไอ่คำ” ซึ่งปราชญ์ชาวอีสาน ได้แต่งวรรณกรรมจากสังคมและความเป็นอยู่ของชุมชนชาวขอม
การเซิ้งบั้งไฟ ถือว่าเป็นประเพณีที่ชุมชน ชาวอีสานสืบทอดกันมาพร้อมกับประเพณีการจุดบั้งไฟ คือก่อนที่จะทำบั้งไฟเพื่อจุดถวายพญาแถนบนสวรรค์ ชาวบ้านจะรวมตัวกันออกเซิ้ง(คือ การร้องหรือจ่ายกาพย์ประกอบการฟ้อน) ไปรอบๆหมู่บ้านหรือชุมชนใกล้เคียง เพื่อบอกบุญขอรับไทยทาน เพื่อซื้อ ขี้เกีย (ดินประสิว) มาทำเป็น หมื่อ (ดินปืน) เพื่อบรรจุทำเป็นบั้งไฟ และจุดในพิธีขอฝนต่อไป
การเซิ้งบั้งไฟนั้นอาจจะเป็นผู้หญิงล้วน ชายล้วน หรือมีการสลับชายหญิงก็ได้ ท่าฟ้อนในการแห่บั้งไฟนั้นมีหลายท่า ยกตัวอย่างเช่น
ท่าฟ้อนของคุ้มบ้านใต้สามัคคี อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร มีอยู่ด้วยกัน 6 ท่า คือ ท่าไหว้ครู ท่านาคพ่นน้ำ ท่าม้วนเชือก ท่าแงงคีง(ท่าชมโฉมตนเอง) ท่าส่อนฮวก(ช้อนลูกอ๊อด) และท่ายูงรำแพน
ท่าฟ้อนของคุ้มบ้านท่าศรีธรรม อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร มี 13 ท่า คือ ท่าไหว้ครู ท่าเกี่ยวข้าว ท่าทวยเทพ ท่าแหวกม่านเข้าหอ ท่าเอิ้นบ่าว-อีแหลวเสิ่น ท่าประแป้ง ท่าเสือขึ้นภู ท่าปอบผีฟ้า-กาตบปีก ท่าบัวหุบ-บัวบาน ท่าสามก้าว ท่างามเดือน และท่าแผลงศร
edit @ 7 Feb 2010 20:20:12 by Monro_broo
สมัยก่อนจะกระทำในเดือน 6 เท่านั้น เวลาไปอัญเชิญเจ้าฟ้าตาไฟต้องมีดอกไม้ และขบวนบั้งไฟ จึงจะลงมา (คุณตาปาน คำพา บอกว่า ดอกไม้ในที่นี้หมายถึง ขบวนฟ้อนเสื้อแขบลานซึ่งเป็นผู้ชาย) พิธีอัญเชิญจะเริ่มด้วยการแต่งขันห้า และขันแปด ทำการเซ่นไหว้ ด้วยด้วงเฟียง (ควาย) และเหล้า โดยชาวบ้านจะนำเอาด้วงเฟียง ไปผูกล่ามไว้ที่หอ (ศาล) แล้วด้วงเฟียงจะตายไปเองโดยไม่มีใครฆ่า ชาวบ้านเข้าใจว่า "เจ้าฟ้าตาไฟกินด้วงเฟียงที่เซ่นไหว้แล้ว" พวกสมุย (คนเฝ้าหอ) ก็จะพากันชำแหละด้วงเฟียงแบ่งปันกันไปทุกบ้าน ส่วนเหล้านั้นเปิดไหหรือขวดไว้ไม่ต้องรินใส่แก้ว เจ้าฟ้าตาไฟก็จะใช้ไม้จิ้มเหล้าแล้วยกขึ้นดื่ม ก็ถือว่ากินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าฟ้าตาไฟก็กินอาหารทุกอย่างโดยผ่านร่างทรงด้วยการดมกลิ่น ไม่ได้กินเหมือนคนทั่วไป เสร็จจากการเซ่นไหว้
ชาวบ้านก็จะถามว่า "ฟ้าฝนปีนี้เป็นสังใด (สังใด หมายถึง อย่างไร)"
เจ้าฟ้าตาไฟไม่ตอบแต่จะถามชาวบ้านว่า "สิเอาน้ำพอปานใดสิเอาพอท่วมหัวเข่าไก่ หรือสิเอาให้สั้น"
ชาวบ้านก็จะตอบคำถามซึ่งจะเอาฟ้าฝนมากน้อยตามความต้องการ คุณตาปานเล่าต่อว่า ฝนก็จะตกลงมาไม่ขาดสายทันที หลังจากชาวบ้านตอบไป เสร็จแล้วก็จะแห่ขบวนฟ้อนเสื้อแขบลานและขบวนแห่บั้งไฟมาที่วัดศรีภูมิ ปีไหนถ้าชาวบ้านไม่ทำพิธีขอฟ้าขอฝน ถือว่าชาวบ้านกระทำผิดต่อเจ้าพ่อฟ้าตาไฟ คือไม่มีขบวนแห่ฟ้อนเสื้อแขบลาน ขบวนแห่บั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะแห้งแล้งไม่ตกเป็นเวลาหลายปี ชาวบ้านก็จะเดือดร้อนไม่มีน้ำทำนา ชาวบ้านก็จะร่วมใจกันอัญเชิญเจ้าฟ้าตาไฟอีกเพื่อขอฟ้าขอฝน เมื่อเจ้าฟ้าตาไฟลงมาก็จะเคียด (เคียด หมายถึง โกรธ) แล้วจะถามชาวบ้านว่า "สิเอาจักดอกเลา (ดอกเลาออกปีละ 1 ครั้ง) สิเอาหนึ่งดอกเลา สองดอกเลา หรือสิเอาสามดอกเลา" ชาวบ้านก็จะพร้อมใจกันขอขมายอมรับผิด ยินยอมทุกอย่าง ตามที่เจ้าฟ้าตาไฟต้องการ กว่าท่านจะยกโทษให้ชาวบ้านก็เหนื่อยไปตาม ๆ กัน จึงมีการขอฟ้าขอฝนเป็นประจำทุกปี พร้อมทั้งขบวนแห่เสื้อแขบลานและประเพณีบุญบั้งไฟ สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้
งานบุญบั้งไฟ ขบวนฟ้อนแห่เสื้อแขบลาน ขบวนแห่เจ้าฟ้าตาไฟ เกี่ยวข้องกับวัดศรีภูมิ บ้านติ้วมาตั้งแต่สมัยโบราณ สืบเนื่องมาจากหลังจากที่คนทรงเสียชีวิตแล้ว ก็มีคนทรงต่อคือลูกสาวชื่อ "แพง" ชาบ้านเรียกว่า "นางเทียมแพง" ต่อมาหลังจากที่นางเทียมแพงเสียชีวิต แล้วก็มีคนทรงอีกหลายคนจนแยกไม่ออกว่าร่างทรงไหนเป็นเจ้าฟ้าตาไฟดั้งเดิม ถึงยุคสมัยหลวงพ่อเหง้า ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีภูมิ บ้านติ้ว ได้ทำการพิสูจน์ว่าใครเป็นร่างทรงตัวจริง โดยได้นำเอาบาตรมาตั้งไว้ 10 บาตร แล้วนำเครื่องทรง (ผ้านุ่ง เสื้อ ผ้าผูกเอว และผ้าผูกตา) ไปซ่อนไว้ในบาตร 1 ใน 10 บาตรนั้น แล้วให้ร่างทรงที่อ้างว่าเป็นเจ้าฟ้าตาไฟไปชี้ว่าเครื่องทรงอยู่บาตรไหน ปรากฏว่ามีร่างทรงหลายคนที่ชี้ไม่ถูก มีร่างทรงหนึ่ง (ไม่ทราบชื่อ)ที่ชี้ถูก หลวงพ่อเหง้าจึงเชิญร่างทรงนั้นลงมา ในงานประเพณีขอฟ้าขอฝนประจำตำบลบ้านติ้วและตำบลใกล้เคียง ตั้งแต่นั้นมา
ขบวนแห่เพื่ออัญเชิญเจ้าฟ้าตาไฟเพื่อทำพิธีขอฟ้าขอฝนจัดรูปขบวน ดังนี้
1. ให้เจ้าผ้าหลาย (พระภิกษุ)ไปอัญเชิญ
2. นำหน้าด้วยขบวนเจ้าฟ้าตาไฟ ซึ่งมีเสนาอำมาตย์เดินขบวนข้างขวาประมาณ 20 คน
3. ขบวนกลอง คือ กลองปั้ง กลองจีน (กลองสองหน้า) ฉาบ ฉิ่ง
4. ขบวนดอกไม้ (ขบวนฟ้อนเสื้อแขบลาน)
edit @ 24 Jan 2010 20:45:03 by Monro_broo
edit @ 24 Jan 2010 21:37:57 by Monro_broo
edit @ 26 Jan 2010 18:09:55 by Monro_broo
ฟ้อนเสื้อแขบลาน เป็นศิลปการฟ้อนรำพื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวตำบลบ้านติ้ว ซึ่งมีนานกว่า 200 ปีมาแล้ว ซึ่งเสื้อจะตกแต่งด้วยใบลานที่ทำเป็นเส้นเล็ก ๆ นำมาถักเปิยแล้วนำไปประดับตกแต่งเสื้อให้สวยงาม มีเครื่องประดับคือเล็บยาวทั้งสิบนิ้ว แว่นตาดำ และผ้าโพกศีรษะสีแดง มีกระดิ่งแขนไว้ที่เอว
การกำเนิดของเสื้อแขบลาน
สืบเนื่องมาจากประเพณีขอฟ้าขอฝนของชาวบ้านสมัยก่อน ชาวบ้านอยากจะทราบว่าปีนี้ฟ้าฝนจะเป็นอย่างไร ฝนจะตกมากน้อยเพียงไร จึงได้พร้อมใจกันไปอัญเชิญเจ้าฟ้าตาไฟ ซึ่งเป็นเทวดาที่อยู่บนสวรรค์ ให้ลงมาบอกเรื่องฟ้าฝนล่วงหน้าในปีนั้น ๆ โดยผ่านร่างคนทรงที่เป็นชาวบ้าน สาเหตุที่ชาวบ้านเรียกว่า "เจ้าฟ้าตาไฟ" เพราะว่าเวลาผ่านร่างทรงจะลืมตาไม่ได้ ถ้าเจ้าฟ้าตาไฟที่ผ่านร่างทรงลืมตาเมื่อไรจะเกิดไฟไหม้ทันที จึงต้องใช้ผ้าแดงผูกตาไว้ สองมือถือดาบ รำมาที่วัดศรีภูมิ บ้านติ้ว ไม่สวมรองเท้า นุ่งห่มด้วยผ้าแดงทั้งหมด เช่น เสื้อ โจงกระเบน ผ้าผูกเอว และผ้าผูกตา เดินรำไปได้เองอย่างคล่องแคล้วราวกับตาเห็น
edit @ 26 Jan 2010 18:14:10 by Monro_broo
ประวัติความเป็นมาของการรำโจ๋ง
นายธวัช ธูปมงคล อายุ ๙๑ ปี นายธวัช ธูปมงคล ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ ๕๗ หมู่ ๕ ตำบล สระประ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ บิดาชื่อ นายสูตร ธูปมงคล มารดาชื่อ นางสองเมือง ธูปมงคล มีอาชีพ เกษตรกรรม ได้ให้สัมภาษณ์ประวัติความเป็นมาของการรำโจ๋งว่า การละเล่นรำโทนหรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “รำโจ๋ง” เป็นการเล่นที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้ที่คิดค้นขึ้น แต่พอมีเค้าว่า ในสมัยก่อนนั้นชาวเมืองวิเชียรบุรีมักคิดติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาหรือ เมืองต่าง ๆ แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยอาศัยเส้นทางคมนาคมทางลำน้ำป่าสักอยู่เนือง ๆ จึงนำเอาเครื่องดนตรีประเภทกลองโทน ฆ้อง รวมทั้งท่วงท่ารำจากการละเล่นรำวง การแสดงกลองยาวหรือลิเกของพื้นภาคกลาง แล้วคิดดัดแปลงท่วงท่ารำใหม่ตามภูมิปัญญาประยุกต์เข้ากับการดำเนินชีวิต ประจำวันของตนที่เมื่อยามหน้าแล้งว่างเว้นจากการทำไร่ทำนาเด็ก ๆ หนุ่มและสาว ๆ ในช่วงยามเช้าหรือบ่ายมักต้อนวัวและควายจากคอกปล่อยออกไปและเล็มกินหญ้ากิน น้ำตามทุ่งไร่ทุ่งนา ส่วนคนเลี้ยงบ้างก็พากันไปคุยกันเล่นกันอยู่ตามร่มไม้ใหญ่ บ้างก็ลงลำห้วยบึงแม่น้ำ หรือเช้าไปในชายป่าที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อหาเก็บผักหักฟืน พอวัวควายอิ่มพลีแล้วจึงแยกย้ายกันต้อนกลับคืนบ้านของตนทำให้เกิดท่าร่ายรำ เยื้องย่างช้า ๆ มีกลองโทนและฆ้องคอยตีเพื่อกำกับจังหวะ
โดยมีจินตนาการในลักษณะการต้อนวัว ซึ่งแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายหญิงกับฝ่ายชายสมมุติให้ฝ่ายชายเป็นวัว ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนต้อนและไล่จับวัว โดยฝ่ายหญิงจะไปต้อนฝ่ายชายออกมาทีละคน ในขณะที่ไล่ต้อนจับกันอยู่นั้น จะมีสัญญาณโทนตีจังหวะเสียงดัง ครึ่ม ครึ่ม ครึ่ม เมื่อจับได้แล้ว ฝ่ายหญิงจะควบคุมไว้ แล้วไล่ต้อนจับฝ่ายชายคนต่อไปจนหมด แล้วจึงชวนกันออกมารำฝ่ายหญิงจะรำเป็นวงกลมอยู่รอบนอก ฝ่ายชายจะรำอยู่วงในทำทีเหมือนถูกล้อมคอก ท่ารำท่อนนี้จะเปลี่ยนไปตามจังหวะการตีของกลองโทน เสียงดัง โจงจะโจง ครึ่ม ๆ จำนวน 7 เที่ยว แล้วเปลี่ยนเป็นครึ่ม 1 เที่ยว ในช่วงนี้ฝ่ายชายจะเปลี่ยนคู่รำ อาจจะไปข้างหน้าหรือถอยมารำกับคนข้างหลังก็ได้ พอร่ายรำกันจนเหนื่อยแล้วจึงพักพูดคุยกันหรือแยกย้ายกันกลับบ้านเรือนของตน ครั้นเมื่อภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ได้มีผู้นำเอาการเล่นรำโจ๋งไปประยุกต์เป็นการละเล่นต่าง ๆ เช่น รำเทิ่งบ้อง รำวงประยุกต์ เป็นต้น
edit @ 24 Jan 2010 20:10:28 by Monro_broo
edit @ 26 Jan 2010 17:28:20 by Monro_broo
edit @ 26 Jan 2010 18:17:15 by Monro_broo
ถือว่าเป็นศิลปะการแสดงของมอญ ซึ่งชาวมอญถือว่าเป็นเอกลักษณ์แสดงออกถึงความอ่อนช้อยงดงามตามลีลาการร่ายรำ ของชาวมอญการแสดงมอญรำนี้ เดิมทีนั้น เป็นการรำเพื่อแสดงออกซึ่งความเคารพ ความกตัญญูกตเวที จะนิยมแสดงในโอกาสต่าง ๆ ทั้งงานมงคลและอวมงคล การรำนั้นจะมีปี่พาทย์มอญเป็นเครื่องบรรเลง ผู้รำก็จะรำไปตามจังหวะหน้าทับตะโพนในแต่ละเพลง ในแต่ละท่า (ซึ่งปัจจุบันมีความแตกต่างกันในเรื่องของท่ารำ และมักจะเกิดเป็นข้อถกเถียงกันอยู่) ศิลปะการรำของมอญส่วนมากจะนิยมกระเถิบเท้า โดยจะไม่ย่างก้าวไปมา เพราะมอญถือว่าการรำที่ไม่ยกหรือไม่ก้าวเท้าดูแล้วเรียบร้อยและเคารพต่อสถาน ที่และงานนั้นด้วย การแต่งกายก็จะเรียบร้อย สสวยงาม หญิง นุ่งผ้าถุงยาวถึงข้อเท้า สรวมเสื้อแขนกระบอก พาดผ้าสะไบที่ไหล่ซ้าย เกล้าผมมวยประดับด้วยดอกไม้
การรำมอญ เริ่มจากปี่พาทย์เริ่มบรรเลงด้วยเพลงออก ผู้รำทั้งหมดจะเดินออกมาอย่างเรียบร้อยและอาจจะไหว้หรือกราบพระ ผู้ชม ปี่พาทย์ หรือถ้าเป็นงานศพก็จะกราบที่ศพด้วย แล้วยืนขึ้นเพื่อรอเข้าเพลงที่หนึ่ง ในทุก ๆ เพลง ผู้รำจะย่อตัวไปมาโดยยังไม่ตั้งมือก่อนเสมอ จากนั้นจึงจะตั้งมือไปตามเพลง และเมื่อจบเพลงผู้รำก็จะวางมือลงอย่างช้า ๆ ไว้ที่หน้าตัก เพื่อรอขึ้นเพลงต่อไป รำไปจนจบทั้ง ๑๒ เพลง (ทางปทุมธานี ใช้ท่ารำ ๑๓ ท่ารำ) แล้วผู้รำก็จะนั่งลงไหว้หรือกราบเหมือนตอนก่อนจะรำ
การรำมอญในชุดของชมรมฯนี้ อาจารย์ประพัฒน์ผู้สอนท่ารำ ได้รับการถ่ายทอดท่ารำมาจากครูรำมอญอาวุโส ๓ ท่านซึ่งทั้งสามท่านเป็นชาวมอญจังหวัดปทุมธานีโดยกำเนิดและได้รำมอญสืบทอดมา ตั้งแต่รุ่นเก่า ๆ ปัจจุบันครูรำมอญทั้งสามท่านนี้มีอายุมากแล้ว ท่านได้กล่าวถึงการรำที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวปทุมธานีดังที่ได้กล่าวข้างต้น ซึ่งก็มีข้อแตกต่างจากท่ารำของชาวมอญในถิ่นอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เราจะขอสืบสานท่ารำนี้ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ ๆ ได้เรียนรู้สืบทอดต่อไป
edit @ 24 Jan 2010 20:10:42 by Monro_broo
edit @ 26 Jan 2010 17:29:08 by Monro_broo
edit @ 26 Jan 2010 18:20:05 by Monro_broo